วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

หลากหลายประเด็นกับวัคซีน


เมื่อกล่าว วัคซีน คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ทั้งแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร ยังคงถูกถามเกี่ยวกับวัคซีนในแง่มุมต่างๆ อยู่เสมอ ได้แก่
มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายวัคซีน นับเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นร่างกาย ให้สร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค แต่วิธีนี้อาจใช้เวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กว่าร่างกายจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ในปริมาณมากพอที่จะป้องกันโรคได้ แต่ก็มีอีกวิธีซึ่งเปรียบเหมือนทางลัด คือการให้ภูมิคุ้มกันชนิดสำเร็จรูป หรือที่เรียกเป็นภาษาทางการแพทย์ว่า อิมมูโกลบุลิน (immunoglobulins) ซึ่งเมื่อให้อิมมูโกลบุลินเข้าสู่ร่างกาย จะสามารถออกฤทธิ์ต่อต้านเชื้อโรคได้ทันที
วัคซีนมีกี่ประเภทการแบ่งประเภทของวัคซีน อาจทำได้หลายวิธี ตามหลักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข การจัดกลุ่มหรือแยกประเภทของวัคซีน จะอาศัยวิธีการผลิต หรือแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ เมื่อใช้วิธีการผลิตเป็นตัวจำแนก จะได้วัคซีน 3 ประเภท คือ

•
วัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (Toxoid) คือ วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยนำพิษของเชื้อโรค มาทำให้หมดฤทธิ์ไป แต่ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ใช้สำหรับโรคติดเชื้อที่เกิดจากพิษของเชื้อ ได้แก่ โรคคอตีบ และโรคบาดทะยัก

•
วัคซีนเชื้อตาย (Killed vaccine) คือ วัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัว หรือเฉพาะชิ้นส่วนของเชื้อโรคที่ตายแล้ว เช่น วัคซีนไทฟอยด์ วัคซีนอหิวาต์ วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

•
วัคซีนเชื้อเป็น (live vaccine) คือ เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยนำจุลชีพจากธรรมชาติ ที่ยังมีฤทธิ์ก่อให้เกิดโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือลดความรุนแรงลง แต่ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ เช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และวัคซีนอีสุกอีใส เป็นต้น
เมื่อใช้แผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ จำแนกวัคซีนได้เป็น 4 ประเภท คือ

1.
วัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนภาคบังคับ คือ วัคซีนที่ได้รับการบรรจุในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ แนะนำให้ใช้ในเด็กไทยทุกคน ได้แก่ วัคซีนบีซีจี วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดกิน และวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี




2.
วัคซีนเผื่อเลือก คือ วัคซีนที่มีประโยชน์ แต่โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเหล่านี้ ยังไม่มีความสำคัญด้านสาธารณสุขในลำดับต้นๆ รวมทั้งวัคซีนมีราคาสูง ซึ่งยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจเรื่องความคุ้มค่า หากนำมาใช้กับเด็กทั้งประเทศ รัฐบาลจึงไม่ได้จัดสรรงบประมาณให้กับวัคซีนกลุ่มนี้ สำหรับประชาชนที่ต้องการฉีด มักต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ได้แก่ วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนอีสุกอีกใส วัคซีนฮิบ วัคซีนนิวโมคอคคัส วัคซีนโรคตา และวัคซีนมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ วัคซีนเผื่อเลือก ยังหมายรวมถึงวัคซีนที่ได้รับการพัฒนา เพื่อให้มีผลข้างเคียงลดลง ซึ่งนิยมใช้ในประเทศพัฒนาแล้ว และมีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย เช่น วัคซีนโปลีโอชนิดฉีด และวัคซีนไอกรนชนิดไม่มีเซลล์ คาดว่าในอนาคตวัคซีนเผื่อเลือกบางชนิด อาจถูกจัดให้เป็นวัคซีนพื้นฐาน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ




3.
วัคซีนพิเศษ คือ วัคซีนที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน เพื่อใช้ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค หรือหากเกิดโรคอาจมีอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น วัคซีนนิวโมคอคคัสสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีม้าม วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง และผู้สูงอายุ วัคซีนพิษสุนัขบ้าสำหรับผู้ที่ถูกสัตว์กัด วัคซีนไทฟอยด์สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ ที่มีการระบาดของโรคไทฟอยด์ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสำหรับผู้ที่จะเดินทาง ไปยังประเทศทางตะวันออกกลาง เป็นต้น




4.
วัคซีนที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา คือ วัคซีนที่มีความสำคัญในการป้องกันโรค ที่กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ และยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย การผลิต หรืออยู่ระหว่างการทดลองในอาสาสมัคร เช่น วัคซีนไข้เลือดออก วัคซีนมาลาเรีย วัคซีนเอดส์ เป็นต้น
ผู้ใหญ่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการบรรจุวัคซีนพื้นฐาน หรือวัคซีนภาคบังคับไว้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ของประเทศมานานหลายสิบปีแล้วและค่อยๆ เพิ่มชนิดวัคซีนที่ค้นพบใหม่เข้าไปเรื่อยๆ จนครอบคลุมโรคที่สำคัญๆ เกือบทุกโรคในปัจจุบัน ทำให้ปัจจุบันเด็กไทยแทบทุกคน ล้วนได้รับวัคซีนกันถ้วนหน้า ส่งผลให้โรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการให้วัคซีนกับเด็กไปนานหลายสิบปี กระทั่งเด็กเหล่านี้เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดจากการฉีดวัคซีนเหล่านั้นบางชนิด ก็ยังคงมีระดับสูงเพียงพอในการป้องกันโรค แต่บางชนิดก็มีระดับภูมิคุ้มกันลดลง จนไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันโรคแล้ว จึงต้องมีการให้วัคซีนกระตุ้นซ้ำอีก ดังนั้นใครที่คิดว่าวัคซีนเป็นของที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ ก็เข้าใจผิดนะคะ เพราะความเป็นจริงแล้ว วัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ ด้วยเช่นกัน ซึ่งการให้วัคซีนบางชนิดมีความมุ่งหวัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในผู้ใหญ่เป็นสำคัญ เช่น วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนนิวโมคอคคัส เนื่องจากการเกิดโรคเหล่านี้ในผู้ใหญ่ อาจมีอาการรุนแรงมาก ดังนั้นวัคซีนจึงมิได้เป็นประโยชน์เฉพาะในเด็ก แต่หากจำเป็น และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน
วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ มีอะไรบ้างวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่นั้นมีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

•
วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก (Diphtheria-Tetanus-Pertussis vaccine; DTP)

•
วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)

•
วัคซีนตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine)

•
วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (Measles-Mumps-Rubella vaccine ; MMR)

•
วัคซีนอีสุกอีใส งูสวัด (Varicella vaccine)

•
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)

•
วัคซีนพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine)

•
วัคซีนมิวโมคอคคัส (Pneumococcal vaccine)

•
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก อันมีสาเหตุมาจากไวรัสหูด (Human Papillomavirus vaccine)
การฉีดวัคซีนชนิดรวมหลายโรคในเข็มเดียว มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ในปัจจุบันวัคซีนรวมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้เด็กเจ็บตัวน้อยลง และเป็นการลดจำนวนครั้งในการพบแพทย์ วัคซีนรวมมีราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับวัคซีนแยก และบางครั้งก็อาจทำให้เด็กได้รับวัคซีนบางอย่างมากเกินไป ขณะเดียวกันการแยกฉีดวัคซีนทีละเข็ม อาจทำให้เด็กเจ็บหลายครั้ง หรืออาจเพิ่มจำนวนในการมาพบแพทย์ แต่เด็กในขวบปีแรกส่วนใหญ่ จะไม่มีความทรงจำถึงความเจ็บปวดที่อาจจะได้รับบ้าง กรณีที่เป็นการไปรับบริการในโรงพยาบาลของรัฐ การแยกฉีดวัคซีนแยกแต่ละชนิด จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการให้วัคซีนพื้นฐาน เป็นบริการที่รัฐจะไม่คิดค่าใช้จ่าย พ่อแม่จึงเพียงแต่จ่ายเงินเพิ่มเติมสำหรับวัคซีนเผื่อเลือกเท่านั้น แต่หากเลือกฉีดวัคซีนรวม จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ระดับภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนแยกแต่ละชนิด อาจสูงกว่าการฉีดวัคซีนรวมเล็กน้อย วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกได้จริงหรือวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกได้ แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แก่ บุคคลบุคลาการทางการแพทย์ ที่ต้องดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องเข้าไปทำลายสัตว์ปีกที่เป็นโรค เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้น ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่คนและไข้หวัดนกในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการลดโอกาสของการที่จะเกิดการแลกเปลี่ยน สารพันธุกรรมระหว่างไวรัสทั้งสองชนิด แล้วกลายมาเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่ ที่อาจก่อโรครุนแรงได้
หากลืมมาฉีดวัคซีนตามนัดจะทำอย่างไร กรณีไม่ได้มาฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลา สามารถฉีดวัคซีนต่อจากครั้งก่อนได้เลย ไม่ว่าจะห่างจากกำหนดเดิมไปนานเท่าใด ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ และให้เว้นช่วงของการฉีดครั้งต่อไปเหมือนเดิมวัคซีนไทฟอยด์หายไปไหน คนไทยยังต้องฉีดหรือไม่ปัจจุบันพบผู้ที่ป่วยเป็นไทฟอยด์ในประเทศไทยน้อยมาก ประกอบกับประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ของวัคซีนไทฟอยด์ไม่ค่อยดีนัก และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอยู่ได้เพียง 3 ถึง 5 ปี ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็น ที่จะให้วัคซีนไทฟอยด์ในเด็กไทย แต่แนะนำให้ใช้เป็นวัคซีนพิเศษ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ ซึ่งมีโรคไทฟอยด์เป็นโรคประจำถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งพบการดื้อยาของเชื้ออยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจมีปัญหาในการรักษา เช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ อินโดนีเซีย เป็นต้นจะไปเที่ยวต่างประเทศควรฉีดวัคซีนอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือไม่การให้วัคซีนเพิ่มเติมสำหรับนักเดินทาง เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าประเทศนั้นๆ มีโรคใดเป็นโรคประจำถิ่น และหรือกำลังเกิดระบาดในช่วงเวลานั้น เช่น ควรได้รับวัคซีนไทฟอยด์และวัคซีนอหิวาตกโรค หากจะเดินทางไปประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และอินโดนีเซีย หรือควรได้รับวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ก่อนเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือประเทศใกล้เคียง การได้รับวัคซีน ก็มิใช่คำตอบสุดท้ายของการป้องกันโรคทุกโรค คุณควรปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม เช่น รับประทานอาหารและดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่แออัด หลีกเลี่ยงการถูกสัตว์หรือแมลงกัด จึงจะช่วยให้ท่านปลอดภัยจากความเจ็บป่วยมีข้อควรระวังอะไรบ้างเกี่ยวกับรับวัคซีน

1.
กรณีเพิ่งได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือด หรืออิมมูโนโกลบุลิน ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็น เพราะอาจไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดี ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป

2.
หากแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน ควรหลีกเลี่ยงการให้วัคซีนนั้นๆ ผู้ที่แพ้ไข่ชนิดรุนแรง ไม่ควรให้วัคซีนที่ผลิตจากไข่ เช่น วัคซีนคางทูม วัคซีนไข้หวัดใหญ่

3.
กรณีมีไข้ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป โดยเฉพาะกรณีไข้สูงและวัคซีนที่ใช้อาจทำให้เกิดไข้ แต่ถ้าเป็นการเจ็บป่วยธรรมดา เช่น เป็นหวัด น้ำมูกไหล สามารถให้วัคซีนได้

4.
ผู้หญิงที่ได้รับวัคซีนหัดเยอรมัน หรือวัคซีนเชื้อเป็นชนิดอื่น ควรคุมกำเนิดหลังได้รับวัคซีนนาน 1 เดือน

5.
สตรีมีครรภ์ไม่ควรไดรับวัคซีนเชื้อเป็น

6.
ผลการให้วัคซีนในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจไม่ดี และให้หลีกเลี่ยงวัคซีนเชื้อเป็น เพราะอาจเกิดอาการข้างเคียงรุนแรง

7.
ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็น จนกว่าจะหยุดการใช้ยาแล้วระยะหนึ่ง







พิษของยาพารา ใครว่าธรรมดา


ในสมัยโบราณมีการใช้เปลือกต้นหลิว (willow) เป็นยาลดไข้ (antipyretic) และมีการค้นพบสารเคมีในเปลือกต้นหลิวคือ ซาลิซิน (salicins) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแอสไพริน (aspirin) ได้ นอกจากนี้ยังค้นพบว่าในเปลือกซิงโคนา (cinchona) มีควินิน (quinine) ที่มีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ได้ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นยารักษามาลาเรีย ในปี ค.ศ. 1880 เกิดภาวะขาดแคลนต้นซิงโคนา จึงได้มีคนพยายามที่จะหาทางเลือกสำหรับยาลดไข้ จนมีการค้นพบยาลดไข้ตัวใหม่คือ • ปี ค.ศ. 1886 พบ อะซิตานิไลด์ (acetanilide) • ปี ค.ศ. 1887 พบ ฟีนาซิตีน (Phenacetin) ขณะเดียวกันในปี ค.ศ. 1873 ฮาร์มอน นอร์ทรอป มอร์ส (Harmon Northrop Morse) ก็สามารถสังเคราะห์ พาราเซตามอล โดยปฏิกิริยารีดักชั่น พารา-ไนโตรฟีนอล (p-nitrophenol) กับดีบุกในกรดอะซิติก (acetic acid) แต่ก็ยังไม่มีการนำพาราเซตามอลมาใช้เป็นยาลดไข้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1893 ได้มีการตรวจพบพาราเซตามอลในปัสสาวะของผู้ที่ใช้ยาฟีนาซิตีน และยังค้นพบว่าอะซิตานิไลด์ จะถูกเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอลในร่างกายก่อนจึงสามารถออกฤทธิ์ลดไข้ได้ในปี ค.ศ. 1899 เนื่องจาก พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) เป็นยาบรรเทาอาการปวด (analgesics) ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร และการแข็งตัวของเลือดเหมือนยากลุ่มเอ็นเซด (non-steroidal anti-inflammatory; NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หากใช้ในขนาดการรักษาปกติ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้พิษสงของยานี้เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เป็นเหตุให้ปริมาณการใช้ยาตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พาราเซตามอลกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี เป็นอะไรก็กินแต่พาราเซตามอล ปวดศีรษะ ไข้หวัด ก็พาราเซตามอล ปวดหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็พาราเซตามอล ยิ่งกว่านั้นบางรายปวดท้อง เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ก็กินพาราเซตามอล ซึ่งพาราเซตามอลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้แค่ให้สบายใจขึ้นเพราะได้กินยาแล้ว บ้างก็มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปหาหมอรักษากัน พลอยทำให้โรคที่เป็นลุกลามมากขึ้น ต้องเสียเงินรักษามากขึ้นโดยใช่เหตุ ในหลายประเทศได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจวิจัยพบว่ามีการใช้ ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี และมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการเกิดพิษของพาราเซตามอลจำนวนมาก จนน่าตกใจจนต้องออกมารณรงค์ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น และเผยแพร่ความรู้เรื่องพิษของยาให้ประชาชนตระหนักมากยิ่งขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ ใบปลิว เอกสารกำกับยา หรืออินเตอร์เน็ต อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอล ที่พบได้มากที่สุด คือ พิษต่อตับ ทำให้ตับวาย รองมาเป็นเรื่องของการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือตีกับยาอื่นนั้นเอง ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ

•
ที่เกิดจากความตั้งใจ ทุกคนคงทราบกันดี นั่นคือ การกินพาราเซตามอลประชดชีวิต การฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการประท้วง เรียกร้องความสนใจ นึกว่าพิษของพาราเซตามอลเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะพาราเซตามอลจะทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวายได้ ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้

•
ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากพาราเซตามอลที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ หลายความแรง หลายยี่ห้อ ซึ่งเป็นการยากที่ประชาชนทั่วไปจะทราบ ได้แก่ รูปของยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม และการนำพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ ได้แก่ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้หวัด ยาแก้ปวด เป็นต้น ทำให้เกิดการกินยาซ้ำซ้อน โดยไม่รู้ตัว หากเป็นระยะเวลาไม่นานแค่ 2 ถึง 3 วันก็ยังพอไหว หากระยะเวลานานเป็นเดือนการเกิดพิษต่อตับคงเกิดอย่างแน่นอน ดังนั้นทางที่ดี ก่อนกินยาอะไรควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดเสียก่อน และหากไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร เป็นยาสูตรผสมหรือไม่ ก็ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนทุกครั้ง
เรื่องที่น่าคิดอีกเรื่อง คือ การกินพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า ไวน์ รัม ยีน หรือ เบียร์ เพราะตัวแอลกอฮอล์เองเป็นที่ทราบกันดีว่าหากได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้ หากกินร่วมกับพาราเซตามอลก็จะเท่ากับเป็นการเหยียบคันเร่งให้ตับพังได้เร็วยิ่งขึ้น คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายให้มีการพิมพ์คำเตือนบนฉลากยาพาราเซตามอลว่า “ ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสม แอลกอฮอล์ ” เนื่องจากเกิดคดีพิพากษาเกี่ยวกับการกินยาพาราเซตามอลร่วมกับไวน์เป็นประจำของชาวเวอร์จิเนียรายหนึ่งจนทำให้ตับวาย จนต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ บริษัทผู้ผลิตยาแพ้คดีต้องจ่ายเงินชดใช้ถึง 8 ล้านดอลลาร์ เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเตือนคุณผู้อ่านก็คือ เรื่องของยาตีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่เดิมไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดว่าพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่มีพิษสงอะไร ไม่ตีกับยาอื่น แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วเนื่องจากระยะหลังนักวิจัยได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะคนใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น ยังกับพาราเซตามอลเป็นขนมอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันพบเองก็คือ พาราเซตามอลตีกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่งในผู้ที่เป็นเลือดข้น กล่าวคือพาราเซตามอลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงได้หากได้รับในปริมาณมาก อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเท่ากับไปเสริมฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดจนทำให้ผู้นั้นเกิดเลือดออกผิดปกติขึ้น
ทางที่ดีคุณควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่าที่จำเป็นในขนาดการรักษาปกติ คือ ยาพาราเซตามอล 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็กินแค่ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ก็เพียงพอ) และหากไม่มีอาการแล้วก็ควรหยุดกินยาทันที หรือหากใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 3-4 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติมจะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง







เรื่องง่ายๆ ที่ทำให้สุขภาพดี


เหงือกดี ด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยา ของสหรัฐและสวีเดน บอกว่าการบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ ส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคเหงือกได้
ีดื่มน้ำมากขึ้นการดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย วันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ได้เกือบ 50%
เปลือยเท้า คลายเครียดการย่ำเท้าเปล่าไปบนทราย หรือสนามหญ้านุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ ลองใช้วิธีเดินขึ้นบันได หรือให้ไวขึ้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้าหรือ หลังเลิกงานเดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้าย หรือเดินลงบันได ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจ ให้แข็งแรง และยังจะได้ หุ่นผอมบางสมส่วนเป็นของแถม
เติมไขมันดีๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพราะไขมันมีอยู่หลายชนิด ไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วและไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดีๆ ที่ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และหัวใจอีกด้วย
รับแสงแดดอ่อนมีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านม มากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดด ช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย แต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่ายๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็นจะดีกว่า
Just Do Nothingลองหยุดภารกิจวุ่นๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมง ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้างใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพัง จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดหัวใจ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ คนเดียว หรือ อาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อยๆ จิบน้ำชา ชมดอกไม้ เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกลจากโรคความรีบร้อน อันหมายถึงโรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบ จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง











โรคอ้วนเกิดจากอะไร


1.
เกิดจากสาเหตุภายนอก เป็นสาเหตุใหญ่ที่เกิดโรคอ้วน เพราะตามใจปากมากเกินไป กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่กิน เนื้อ ไขมัน หรือแป้ง ของหวาน สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ออกกำลังกายน้อย กินแล้วนอน



•
นิสัยในการรับประทาน คนที่มีนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี เรียกว่า กินจุบกินจิบไม่เป็นเวลา

•
ขาดการออกกำลังกาย ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แต่ได้ออกกำลังกายบ้างก็อาจทำให้อ้วนช้าลง แต่หลายคนไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย ไม่ช้าจะเกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย

2.
มาจากสาเหตุภายใน พบได้จากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง



•
จิตใจและอารมณ์ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่การกินอาหารขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ เช่น กินดับความโกรธ ดับความคับแค้นใจ กลุ้มใจ กังวลใจ หรือดีใจ บุคคลเหล่านี้ จะรู้สึกว่าอาหารที่ทำให้จิตใจสงบ จึงหันมายึดเอาอาหารไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ตรงกันขามกับบางคนกลุ้มใจเสียใจก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

•
ความไม่สมดุลระหว่างความรู้สึกอิ่มกับความหิว เมื่อใดที่ความอยากเพิ่มขึ้น เมื่อนั้นการกินก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้นเรียกว่า กินจุ ในที่สุดก็อ้วนเอาๆ

3.
เพราะกรรมพันธุ์ ซึ่งพบได้น้อย กรรมพันธุ์นี้พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งสองคน ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 40

4.
โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันสูง

5.
จากการกินยาบางชนิด ก็ส่งผลกระทบให้อ้วน ผู้ป่วยบางโรคได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ก็ทำให้อ้วนได้ และในผู้หญิงที่ฉีดยาหรือกินยาคุมกำเนิดก็ทำให้อ้วนง่ายเช่นกัน

6.
เพศ เพศหญิงนั้นมักอ้วนกว่าเพศชาย ก็ธรรมชาติเธอมักสรรหาจะกิน กิน และกิน ตลอดเวลา อีกทั้งตอนตั้งครรภ์ ก็ต้องกินมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและลูกน้อยในครรภ์ แต่หลังจากคลอดลูกแล้ว บางรายก็ลดน้ำหนักลงมาได้ แต่บางรายก็ลดไม่ได้ ผู้หญิงทำงานน้อย ออกกำลังน้อยกว่าชาย ผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย 4 : 1อายุ เมื่อมากขึ้น โอกาสโรคอ้วนถามหาก็ง่ายขึ้น เนื่องจากพออายุมาก มีความเชื่องช้า ใช้พลังงานน้อยลง กินมากกว่าใช้ หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักจะอ้วนง่าย เพราะคนวัยนี้ ยังอยู่ในวัยทำงานมาก กินมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังงานที่ถูกใช้ไป คนมีสุขภาพจิตดีมักมีรูปร่างสมส่วนแข็งแรง บางคนสุขภาพจิตไม่ดี อารมณ์เครียดเป็นประจำ ทำให้เกิดความท้อถอย เบื่อหน่าย ขี้เกียจออกกำลัง โรคอ้วนก็จะถามหา









ลิ้นสะอาดช่วยลดกลิ่นปาก

หากท่านต้องการให้ลมปากสะอาด ก็ไม่ควรมองข้ามถึงการทำความสะอาดลิ้น!! เนื่องจากลิ้นของเรามีผิวที่ไม่เรียบ แต่ขรุขระถ้าเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับพรมหนาๆ ที่ถักด้วยเส้นใยผ้า มีซอกเล็กซอกน้อยเต็มไปหมด ดังนั้นลิ้นจึงเป็นที่กักเศษอาหารอย่างดีที่สุด เหมาะที่สุดที่จะให้แบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโตอาศัยอยู่ แบคทีเรียเหล่านี้ปล่อยสารพิษที่ทำอันตรายต่อเหงือกและฟันแล้ว ยังก่อให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์มีกลิ่นเหม็นเน่า จากการวิจัยพบว่าแบคทีเรียที่มีผลต่อกลิ่นปากมากๆ มักจะอยู่ตามโคนลิ้นมากกว่าที่ฟันและเหงือก ก็เป็นคำตอบที่ดีสำหรับหลายท่านที่สงสัยว่า

-
ฟันผุก็อุดแล้ว

-
เหงือกก็ไม่อักเสบ ขูดหินปูนทุก 6 เดือนตามหมอนัด

-
แปรงฟันหลังอาหารทุกวัน

-
เสียเงินไปก็มากกับการใช้น้ำยาบ้วนปากหลากหลายชนิด
แต่ก็ยังไม่วาย รู้สึกมีกลิ่นปาก ลมหายใจที่ไม่สะอาด....

-
ลองมาสังเกตลิ้นของท่านดูว่ามีคราบอาหารจับหรือไม่ ?

-
ท่านเคยทำความสะอาดลิ้นหรือเปล่า ?
การทำความสะอาดลิ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาสุขภาพในช่องปาก นอกจากการแปรงฟัน และใช้ Dental Floss เพื่อทำความสะอาดซี่ฟัน เราจะทำความสะอาดลิ้นอย่างไร ? เดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้นทำจาก plastic เป็นรูปตัว U วิธีใช้ให้แลบลิ้นออกมาให้สุด ใช้ไม้ขูดลิ้น ขูดจากโคนลิ้นมาด้านหน้า ทำสัก 3-4 ครั้ง จะเห็นคราบอาหารติดออกมา เราจะทำวันละ 2 ครั้งต่อวัน ตอนเช้าตื่นนอน และหลังอาหารเย็นก่อนนอน การทำความสะอาดลิ้นอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นแล้ว ยังมีผลทำให้ลิ้นสามารถรับรสได้ดีขึ้น (วารสารทันตแพทย์สมาคมสหรัฐอเมริกา ธันวาคม 1999) และก็มีข้อมูลที่น่าสนใจในวงการแพทย์ว่ามีความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญว่า แบคทีเรียในช่องปากมีโอกาสทำให้ติดเชื้อและเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ และจากวารสารของสมาคมทันตแพทย์สหรัฐอเมริกาเดือนมีนาคม 2001 ก็ยืนยันว่าก๊าซที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปากมีโอกาสเกิดอันตรายต่อเยื่อหุ้มปอดเช่นกัน การขจัดแบคทีเรียในช่องปากนอกจากจะมีผลดีต่อสุขภาพในช่องปาก ทำให้ลดกลิ่นแล้ว ยังมีผลต่อสุขภาพร่างกายส่วนอื่นด้วย ไม่เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับการแปรงฟัน ใช้ Dental Floss หรือน้ำยาบ้วนปาก .... อย่าลืมทำความสะอาดลิ้นด้วยนะครับ...

โรคฟันผุ



การเกิดโรคฟันผุ มาจากปัจจัย 4 ประการ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ แผ่นคราบจุลินทรีย์ อาหารประเภทแป้งน้ำตาล ตัวฟัน และเวลา โดยแบคทีเรีย ที่มีอยู่ตามปกติในช่องปาก จะทำปฏิกิริยากับคราบ (Plaque) ที่ติดค้างอยู่ตามซอกฟัน และผิวเคลือบฟัน ซึ่งเราขจัดออกไปได้ไม่หมด เกิดเป็นกรดขึ้น ซึ่งกรดสามารถทำลายผิวเคลือบฟัน ก่อให้เกิดโรคฟันผุขึ้นได้หาก pH ในปาก มีค่าต่ำกว่า 5.5 บ่อยๆ และเป็นเวลานานอาการการผุของฟัน จะเริ่มขึ้นที่ชั้นผิวเคลือบฟันก่อน โดยจะเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ หรือเป็นเส้นดำ ตามร่องฟันด้านบดเคี้ยว หรือเนื้อฟันมีสีขาวขุ่นผิดปกติ ระยะนี้มักไม่พบอาการเสียวฟัน หรือปวดฟันแต่อย่างใด ซึ่งการทำความสะอาดฟันที่ดี สามารถชลอการลุกลามของโรคฟันผุได้ แต่หากเราปล่อยไว้ไม่ดูแล ฟันผุลุกลามไปถึงขั้นเนื้อฟัน จะมีอาการเสียวฟัน เมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเมื่อกระทบของเย็น บางครั้งอาจมีอาการปวดได้ แต่หากเรายังปล่อยทิ้งไว้ จนฟันผุลุกลามไป ถึงขั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีเส้นเลือดและเส้นประสาท จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับก็มี แม้ได้รับยาแก้ปวด บางครั้งก็อาจไม่ทุเลาอาการปวดได้ และถ้าผุลุกลามมาก อาจทำให้รากฟันอักเสบ และเป็นหนอง เหงือกบวม หรือแก้มบวมได้ ซึ่งระยะนี้ ไม่สามารถอุดฟันด้วยวิธีปกติทั่วไปได้ ต้องรักษาครองรากฟัน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เวลารักษานาน และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย บางครั้งอาจต้องสูยเสียฟัน เนื่องจากผุลุกลามมาก ไม่สามารถเก็บรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านการบดเคี้ยว จะมีประสิทธิภาพลดลง และต้องใช้ฟันเทียม ซึ่งมีค้าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็นการป้องกันโรคฟันผุ เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษา และป้องกันได้ โดยวิธีการกินยา เมื่อมีฟันผุ ก็ต้องรักษาด้วยการอุดฟัน หรือถอนฟันเท่านั้น ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคฟันผุ เรามีวิธีปฏิบัติได้ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ดังนี้

1.
รักษาสุขภาพอนามัยช่องปากให้สะอาด ด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน ควรแปรงฟัน หลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือถ้าทำได้ไม่สะดวก ก็ใช้วิธีบ้วนน้ำแรงๆ หลายๆ ครั้ง

2.
รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อฟัน เช่น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหาร ที่ส่งเสริมให้ฟันผุได้ง่าย

3.
ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุกๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง

4.
ใช้ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุ และทำให้ฟันแข็งแรง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ร่วมกับการรับประทานยาน้ำ/ยาเม็ดฟลูออไรด์ (ในเด็ก) การอมน้ำยาฟลูออไรด์ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ทพญ. โฉมไฉไล เอกจิตต์







แหล่งข้อมูล : Siriraj E-Public Library - www.si.mahidol.ac.t

กลิ่นปาก



กลิ่นปาก คือ ลมหายใจที่ผ่านช่องปากมีกลิ่นเห็นเป็นครั้งคราว หรือมีกลิ่นตลอดเวลาก็ว่าได้ คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปาก อาจทดสอบด้วยตัวเองโดยการใช้มือบังบริเวณปากและจมูก แล้วหายใจออกทางปาก แล้วตามด้วยหายใจเข้าทางจมูกก็จะได้กลิ่นปาก
สาเหตุ

•
อนามัยช่องปากไม่ดี มีเศษอาหารค้างในช่องปากเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ การแปรงฟันไม่สะอาด ไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันหลังกินอาหาร จึงมีเศษอาหารค้างอยู่ในช่องปาก ซอกฟัน นอกจากนี้ ยังเกิดจากคราบแบคทีเรียที่เกาะตามฟัน เหงือก ลิ้น ซอกฟันเก ฟันปลอม และอุปกรณ์ทางทันตกรรม เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ เลือดออกตามไรฟันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปาก

•
บุหรี่ คราบสารนิโคติน และทาร์ (tar) ในบุหรี่ที่เคลือบตามฟันและติดแน่นกับเหงือก ช่องปาก และปอด ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

•
สุขภาพทั่วไป กลิ่นปากอาจเกิดจากโรคต่างๆ เช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แผลในช่องปาก ไซนัสอักเสบ ไข้หวัด โรคของกระเพาะอาหาร ยาบางชนิด

•
อาหาร โดยเฉพาะเครื่องเทศ กระเทียม หอม สุรา ซึ่งจะมีกลิ่นติดปากประมาณ 1-2 วัน นมและเนยก็มีส่วนให้เกิดกลิ่นปากได้

•
ปากแห้งอันมีสาเหตุมาจากน้ำลายน้อย เช่น ผู้มีอาชีพใช้เสียง หรือผู้ป่วยภูมิแพ้ที่นอนอ้าปากหายใจทางปากขณะหลับ การเคี้ยวอาหารช่วยให้น้ำลายออกมากขึ้น

•
อายุ แม้ว่าจะดูแลอนามัยช่องปากเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม อายุที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายน้อยลง
การดูแลตนเอง
กลิ่นปากสามารถหายได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยช่องปากให้ดี หากยังไม่ดีขึ้นควรพบทันตแพทย์

•
ทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหากลิ่นปาก คือ การแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน อีกทั้งนัดพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน

•
หากมีเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟัน หรือหลังใช้ไหมขัดฟันเป็นเวลาเกิน 3 สัปดาห์ อาจเกิดจากเหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์

•
ควรแปรงลิ้นให้ถึงโคนลิ้นด้วยแปรงที่อ่อนนุ่มทุกวัน เพราะลิ้นเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียเช่นกัน พบว่าผู้ที่แปรงลิ้นมีกลิ่นปากน้อยกว่าผู้ที่แปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น

•
ผู้ที่สูบบุหรี่ควรหยุดสูบบุหรี่ทันที กลิ่นปากจะหมดไปหลังหยุดสูบบุหรี่ 2 สัปดาห์

•
ดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อป้องกันปากแห้ง

•
กินผักสดและผลไม้ที่มีกากใยอาหาร เป็นการช่วยทำความสะอาดฟัน

•
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หอม กระเทียม เครื่องเทศ

•
น้ำยาบ้วนปาก ยาอม และสเปรย์ดับกลิ่นปาก ช่วยบดบังหรือระงับกลิ่นปากได้ชั่วคราว ไม่ควรอมยาอมที่มีรสหวาน เพราะเป็นเหตุให้แบคทีเรียเติบโตดี ส่งผลให้ฟันผุและเกิดกลิ่นปากมากขึ้น

•
ทำความสะอาดฟันปลอมทุกคืนตามคำแนะนำของทันตแพทย์

•
ไม่ควรงดอาหารบางมื้อ เพราะการเคี้ยวช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลายการรักษา

•
ตรวจสุขภาพช่องปากเพื่อหาสาเหตุ และรักษาตามสาเหตุ

•
ส่งไปพบแพทย์ หากสาเหตุของกลิ่นปากไม่ได้เกิดจากปัญหาในช่องปาก







แหล่งข้อมูล : นิตยสาร HealthToday